“กระทั่งหนหลังสุด ‘คุนหมิง-กุ้ยโจว’ นี่แหละครับ เป็นทัวร์ที่ประทับใจที่สุดไม่มีวันลืมเลือน”ไม่ใช่เพราะได้ไปเห็นสถานที่ที่ตั้งใจไว้อย่างซากุระหรือน้ำตกใหญ่แต่เพียงเท่านั้น แต่เป็นเพราะเหตุไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นกลางทาง ทำให้ได้เห็นว่า ในวันที่ลูกทัวร์ลำบากที่สุด แพนด้าดูแลเราอย่างไร จนทริปนี้เป็นทัวร์ที่ประทับใจที่สุด

หลังจากไปทัวร์เมืองเอินซือ เพื่อน ๆ ก็ชวนให้ไปเที่ยวทัวร์คุนหมิง-กุ้ยโจว ในช่วงเดือนมีนาคมที่ดอกซากุระบานสะพรั่งด้วยกันอีก ผมกับเจ๊ฮุ้นซึ่งนิยมชมชอบดอกไม้และเสียงเพลงอยู่แล้วจึงตอบรับคำชวนของเพื่อนทันที ทำให้ทริปนี้ผมจองล่วงหน้าไว้หลายเดือนเลยทีเดียว

แต่ทัวร์ครั้งนี้ต่างจากทัวร์จีนเดิม ๆ ที่ผมเคยไป เพราะจัดโดย แพนด้า ฮอลิเดย์ บินโดยสายการบินไทย ที่นั่งกว้าง เหยียดขาสบาย มีอาหารเสิร์ฟบนเครื่อง ที่พักและอาหารก็อยู่ในระดับ 5 ดาว ไม่มีโปรแกรมบังคับให้ไปชมโรงงานสินค้าของรัฐ

ส่วนเรื่องกระเป๋าเดินทางใบโต ซึ่งปกติช่วงหลัง ๆ เวลาไปเมืองจีน ผมพบว่าโรงแรมแทบไม่มีพนักงานขนกระเป๋าเหมือนสมัยก่อน บรรดาลูกทัวร์สูงวัยต้องช่วยตัวเอง ทุลักทุเลกันพอสมควร แต่ของแพนด้าทัวร์นั้น ลงจากรถบัสก็ไปรับกุญแจหรือคีย์การ์ดแล้วขึ้นห้องได้เลย หลังจากนั้นไม่นาน กระเป๋าก็ถูกส่งมาวางไว้หน้าห้องเรียบร้อย

แม้เรื่องพวกนี้สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไปอาจดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับนักท่องเที่ยวสูงวัยอย่างเรานั้น ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากนะครับ เพราะช่วยให้การเดินทางสบายขึ้นเยอะ ไม่ต้องกังวลเรื่องลากกระเป๋า ไม่ต้องออกแรงเกินจำเป็น

ซึ่งรวมไปถึงเรื่องที่เราไม่ได้สนใจมากนักแต่กลับสำคัญที่สุด ก็คือ ประกันชีวิตและอุบัติเหตุที่บริษัททัวร์จัดดำเนินการให้ เพราะปกติคงไม่มีใครคาดคิดว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับเรานั่นเอง…

ประตูม้าทอง ซากุระ ทุ่งดอกมัสตาร์ด และน้ำตกใหญ่ที่อันซุ่น

ในคณะทัวร์ของเรามีทั้งหมด 20 คนด้วยกัน โดยมีคุณฉีเป็นหัวหน้าทัวร์ ใช้เวลาบินราวสองชั่วโมงกว่า ๆ ก็ถึงคุนหมิง

วันแรกไปชมประตูม้าทอง ประติมากรรมไก่หยก ได้ช็อปปิ้งกันตามสบาย แต่ทีมเราชาว สว. ก็ไม่ได้ไปเดินช็อปที่ไหนไกลหรอกครับ เข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่แล้วก็ได้ผลหมากรากไม้ ข้าวสารอาหารแห้งติดไม้ติดมือกันคนละหลายถุง ตามประสานักช็อปที่เห็นอะไรขวางหน้าเป็นต้องซื้อ

ขนมจีนข้ามสะพาน อาหารดังประจำท้องถิ่น

ส่วนมื้อค่ำเป็นอาหารดังประจำท้องถิ่นอย่างขนมจีนข้ามสะพานที่จัดอาหารสดใส่จานเรียงเป็นวงกลมรอบโต๊ะ กลางโต๊ะมีหม้อน้ำซุปใบใหญ่เดือดพล่านอยู่ จากนั้นก็เทอาหารสดทั้งหมด ทั้งผักและเนื้อนานาชนิดลงไปในหม้อ กินร้อน ๆ อร่อยดีครับ พออิ่มหนำสำราญแล้วก็เข้าพักโรงแรมไฮแอท ห้าดาวสมกับที่บอกไว้ในโปรแกรม

วันถัดมาเราได้ไปชมดอกซากุระที่หุบเขาเมืองอี้เหลียง พื้นที่กว้างใหญ่หลายร้อยไร่ มีทางเดินเป็นเส้นยาวตรงผ่านเข้าไปกลางทุ่งซากุระ สองฟากถนนเต็มไปด้วยต้นซากุระ ซึ่งปกติฤดูกาลนี้จะมีสีชมพูบานสะพรั่งไปทั้งท้องทุ่ง แต่น่าเสียดายที่ปีนั้นฤดูร้อนมาเร็ว ซากุระจึงบานเร็ว พอเราไปถึงก็เริ่มโรยราแล้ว แต่ยังเหลืออยู่ให้ถ่ายรูปกันครื้นเครง สิ่งที่ยังคงอุ่นหนาฝาคั่งไม่แพ้ซากุระก็คือนักท่องเที่ยวชาวไทยครับ เดินไปทางไหนก็ได้ยินแต่เสียงภาษาไทย ทั้งด้านหน้า ด้านหลัง และด้านข้าง คนไทยนี่เป็นนักเที่ยวจริง ๆ

นั่งรถไฟชมทุ่งดอกมัสตาร์ดที่เมืองโหลวผิง

ช่วงบ่ายเราไปชมทุ่งดอกมัสตาร์ดที่เมืองโหลวผิง ที่คู่มือท่องเที่ยวต่างสาธยายกันว่าเป็นทุ่งมัสตาร์ดที่ยิ่งใหญ่สุดลูกหูลูกตา เหลืองอร่ามไปทั้งขุนเขา แต่เราไปถึงก็เป็นตอนที่ดอกร่วงโรยหมดแล้ว เหลือเพียงกระจุกเดียวให้พอถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก

และอีกอย่างหนึ่งที่ทุกคนต้องถ่ายรูปไว้เช่นกันคือรถไฟเล็กที่แล่นรอบทุ่งเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับดอกมัสตาร์ดอย่างใกล้ชิด กลุ่มของเราได้สัมผัสแต่ทุ่งสีเขียวที่ไร้ดอกเหลืองแม้แต่ดอกเดียว แต่ก็ไม่มีใครว่าอะไรหรอกครับ ทุกคนเข้าใจดีว่าเป็นความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ ได้นั่งรถไฟเล็กก็เป็นบุญแล้ว

น้ำตกหวงกว่อซู่

และวันที่สาม เราได้นั่งรถไฟความเร็วสูงไปเมืองอันซุ่น ใช้เวลาเดินทางราวสองชั่วโมง เพื่อไปชมไฮไลต์ของเมืองนี้อย่างน้ำตกหวงกว่อซู่ ซึ่งเป็นน้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีน กว้าง 89 เมตร และสูง 68 เมตร

พอได้ไปยืนอยู่ตรงหน้าน้ำตกจริง ๆ ก็รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ เสียงน้ำตกดังสนั่น ละอองน้ำลอยฟุ้งขึ้นมาเป็นม่านบาง ๆ รอบตัว มองไปทางไหนก็เห็นสายน้ำสีขาวไหลลงมาจากหน้าผากว้างใหญ่ ได้ใช้เวลาชื่นชมกับความยิ่งใหญ่ของน้ำตกกันอย่างจุใจ นับเป็นภาพที่คุ้มค่ากับการเดินทางมากครับ

เป็นอันว่าสามวันแรก ผมกับเจ๊ฮุ้นได้เห็นสิ่งที่ตั้งใจมาดูครบทั้งสองอย่างแล้ว คือซากุระกับน้ำตกหวงกว่อซู่ แต่ใครจะไปรู้ว่า วันรุ่งขึ้นเราจะได้เปลี่ยนบรรยากาศไป “ทัวร์โรงพยาบาลของประเทศจีน” กันบ้าง น้อยคนนักที่จะมีโอกาสอย่างเรา

เหตุไม่คาดคิดกลางทริป และชีวิตในโรงพยาบาลจีน

เช้าวันรุ่งขึ้น ผมกับเจ๊ฮุ้นนั่งกินมื้อเช้าพร้อมกับเพื่อน ๆ ในห้องอาหารของโรงแรมฮิลตัน เมื่อเดินมายังล็อบบี้ เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น

กลางล็อบบี้มีพื้นลดระดับ แม้จะต่างกันเพียงหนึ่งขั้น แต่ถ้าไม่ทันระวังตัวก็เสียหลักได้ เจ๊ฮุ้นไม่ทันเห็นพื้นลดระดับ จึงก้าวถลาไปข้างหน้าสามสี่ก้าว ก่อนจะล้มเอาสะโพกข้างซ้ายกระแทกพื้นอย่างแรง แล้วนอนหงายนิ่งอยู่

ผมกับเพื่อนรีบเข้าไปช่วยพยุง แต่เจ๊ฮุ้นไม่สามารถขยับเขยื้อนสรีระส่วนใดได้อีก เพราะเจ็บปวดรวดร้าวจนต้องนอนอยู่นิ่ง ๆ

แต่ก็ได้ คุณฉี หัวหน้าทัวร์ไทย กับผู้จัดการโรงแรมรีบช่วยกันติดต่อโรงพยาบาลประจำเมืองอันซุ่น ให้ส่งรถฉุกเฉินมารับเจ๊ฮุ้นไปรักษาพยาบาล ส่วนผมนั้นรู้ทันทีว่าไม่มีทางจะร่วมเที่ยวไปกับคณะได้อีกต่อไป จึงแจ้งคุณฉีให้แยกกระเป๋าของเราออกจากกลุ่ม พร้อมบอกเพื่อน ๆ ให้ไปเที่ยวกันให้สนุก ไม่ต้องเป็นห่วง หากเจ๊ฮุ้นอาการดีขึ้นจนสามารถไปเที่ยวได้แล้วค่อยเจอกัน

โดยที่คณะของเรามีคุณฉีเป็นหัวหน้าทัวร์ไทย และมีคุณน้อยหน่าเป็นไกด์ท้องถิ่นชาวจีน หลังหารือกันแล้ว คุณฉีจะอยู่ดูแลพาเราไปโรงพยาบาล ส่วนคุณน้อยหน่าก็รับหน้าที่พาคณะทัวร์เดินทางต่อไปตามโปรแกรม

ไกด์คอยช่วยเหลือลูกทัวร์ที่ได้รับบาดเจ็บระหว่างทริป

ซึ่งการที่คุณฉีอยู่ดูแลเรานั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เนื่องจากผมและเจ๊ฮุ้นไม่สามารถติดต่อสื่อสารเจ้าหน้าที่จีนได้ จึงต้องอาศัยคุณฉีช่วยเป็นล่ามให้ทั้งหมด ตั้งแต่การซักถามลักษณะการหกล้ม อาการเจ็บปวด แพ้ยาอะไรไหม ไปจนถึงเรื่องประกันค่ารักษาพยาบาล หากไม่มีหัวหน้าทัวร์ไทยช่วยสื่อสาร คงไม่มีทางคุยกันรู้เรื่องเลย

จากนั้นรถพยาบาลก็มาถึงโรงแรมภายในเวลาไม่นาน บุรุษพยาบาลช่วยกันลำเลียงเจ๊ฮุ้นขึ้นเปลนอน แล้วยกใส่รถ โดยมีผมกับคุณฉีขึ้นนั่งไปด้วย เมื่อถึงโรงพยาบาล คุณฉีช่วยแปลทุกอย่าง ตั้งแต่เล่าว่าเจ๊ฮุ้นล้มอย่างไร เจ็บตรงไหน แพ้ยาอะไรไหม ไปจนถึงเรื่องประกันค่ารักษาพยาบาล ผมจึงเห็นความสำคัญขึ้นมาว่า หากปราศจากหัวหน้าทัวร์ไทยที่คอยเป็นล่ามให้แล้ว ก็จะไม่มีทางสื่อสารกันรู้เรื่องเลย

และที่นี่ก็ไม่มีเจ้าหน้าที่ที่รู้ภาษาอังกฤษแม้แต่คนเดียว ผมได้มารู้ภายหลังว่าเราเป็นต่างชาติคนแรกที่เข้ามารักษาในโรงพยาบาลนี้ มิน่าเล่า เข้าไปแผนกไหนก็มีเจ้าหน้าที่มารุมล้อมดูไม่ต่ำกว่าห้าหกคนเสมอ จัดเป็นตัวประหลาด 55555

หลังจากเอกซเรย์และตรวจเพิ่มเติม คุณหมอแจ้งว่าเจ๊ฮุ้นกระดูกสะโพกต้นขาแตกหักหลายชิ้น จำเป็นต้องผ่าตัดเปลี่ยนกระดูกต้นขาเทียม และต้องใช้เวลารักษาพยาบาลประมาณสองสัปดาห์จึงจะเดินทางกลับเมืองไทยได้ ผมฟังแล้วเข่าอ่อนลงไปอีก เพราะเราอยู่ต่างแดน ไม่มีญาติพี่น้อง ไม่มีคนคุ้นเคย และสื่อสารกับหมอหรือพยาบาลเองไม่ได้

ในตอนแรกผมกับเจ๊ฮุ้นยังอยากกลับไปผ่าตัดที่เมืองไทย แต่การพาคนไข้กระดูกหักกลับไทยไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีใบรับรองแพทย์ ต้องติดต่อสายการบิน ต้องจัดอุปกรณ์ลำเลียงคนไข้ เพราะเจ๊ฮุ้นต้องอยู่ในลักษณะนอนตลอดเวลาเดินทาง อาจถึงขั้นต้องมีแพทย์เดินทางไปด้วย จัดเป็นเรื่องใหญ่มาก

ช่วงนั้นคุณฉีต้องรับภาระหลายเรื่องพร้อมกัน ทั้งติดต่อการบินไทยที่คุนหมิง ติดต่อบริษัททัวร์เรื่องพาหนะจากอันซุ่นไปคุนหมิง และติดต่อบริษัทประกันภัยเรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ระหว่างนั้นลูกชายผมที่เมืองไทยก็ช่วยประสานกับแพนด้าทัวร์และบริษัทประกันภัย จนสรุปได้ว่าค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลอยู่ภายใต้วงเงิน 500,000 บาท

สุดท้ายเมื่อดูจากอาการและคำแนะนำของแพทย์ เราจึงตัดสินใจให้เจ๊ฮุ้นผ่าตัดที่โรงพยาบาลเมืองอันซุ่น โดยหมอและพยาบาลเองก็ดูแลดีมากครับ อธิบายขั้นตอนการรักษาอย่างละเอียด ผ่านคุณฉีที่ช่วยแปลให้ฟัง และจัดการผ่าตัดให้เรียบร้อย เจ๊ฮุ้นผ่าตัดเปลี่ยนกระดูกต้นขาเทียม จากนั้นก็พักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลจนสามารถเดินทางกลับเมืองไทยได้

โรงพยาบาลแห่งนี้มีชื่อว่า Chino Guihang Group 302 Hospital เป็นโรงพยาบาลระดับ 3A ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตามระบบจัดอันดับโรงพยาบาลของจีน ลูกสาวผมซึ่งเป็นแพทย์ช่วยค้นข้อมูลให้ จึงได้รู้ว่าเป็นโรงพยาบาลที่มีมาตรฐานสูงและมีหมอฝีมือดีอยู่หลายท่าน ก่อนเข้ารักษาเราไม่รู้เรื่องเหล่านี้เลย นับเป็นโชคดีอย่างยิ่ง

หลังจากเจ๊ฮุ้นมีสถานะเป็นคนไข้ในของโรงพยาบาลโดยสมบูรณ์ ก็ได้ใช้ชีวิตในโรงพยาบาลจีนสุดน่าทึ่งครับ ทั้งคนไข้ ญาติ พี่เลี้ยง หมอ พยาบาล อยู่กันแบบใกล้ชิดและเรียบง่าย ห้องคนไข้เป็นห้องรวม มีพี่เลี้ยงเฝ้าไข้ กินนอนอยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง ผมเองก็ได้เตียงหนึ่งอยู่ในห้องเดียวกับเจ๊ฮุ้น ไม่ต้องไปค้างข้างนอก ซึ่งถือว่าโล่งอกมาก เพราะถ้าออกไปพักเองในเมืองที่พูดภาษาจีนไม่ได้ เรียกว่าหลงทางก็อาจหายตัวสาบสูญไปเลย

พี่เลี้ยงที่เราจ้างชื่ออาหวัง เธอดูแลเจ๊ฮุ้นอย่างคล่องแคล่ว ตั้งแต่จัดท่านอน เช็ดตัว เปลี่ยนผ้าอ้อม ป้อนข้าว ไปจนถึงช่วยขยับตัวเพื่อลดความเจ็บปวด เราสื่อสารกันแทบไม่ได้ แต่ก็พอเข้าใจกันด้วยท่าทางและน้ำใจ

ด้านอาหารการกินที่โรงพยาบาลก็มีห้องอาหารอยู่ชั้น 2 เป็นอาหารง่าย ๆ ประเภทผัดผัก ผัดเผ็ด แกงจืด ยำ ข้าวสวย ข้าวต้ม ราคาถูกมาก มื้อหนึ่งผมซื้อกับข้าว 4 อย่างกับข้าวสวยหนึ่งกล่อง คิดเงินเพียง 13 หยวน หรือประมาณ 65 บาทเท่านั้น ญาติของคนไข้บางคนทำอาหารกินเองในห้องน้ำที่มีโต๊ะเล็ก หม้อ กระทะ จานชาม จะต้มจะแกงจะผัดก็ทำได้ หมอกับพยาบาลเข้ามาตรวจคนไข้โดยตรง ไม่ได้สนใจว่าใครกำลังกินข้าวหรือพูดคุยกันอยู่ เป็นวิถีโรงพยาบาลที่ต่างจากเมืองไทยมาก

ก่อนผ่าตัด คุณหมอเจิ้งอธิบายรายละเอียดทุกขั้นตอน ตั้งแต่วิธีผ่าตัด วัสดุที่จะใช้ ความเสี่ยง ไปจนถึงการพักฟื้น โดยมีคุณฉี หัวหน้าทัวร์ไทยช่วยแปลให้ฟังประโยคต่อประโยค คุณหมอแจ้งว่าเคสของเจ๊ฮุ้นเป็นกรณีพิเศษ เพราะเป็นคนไข้ต่างชาติที่มาประสบเคราะห์กรรมห่างไกลญาติพี่น้อง จึงพยายามจัดแผนผ่าตัดให้เร็วที่สุด และให้คุณหมอกระดูกระดับสูงสุดเป็นผู้ลงมือผ่าตัดโดยตรง

พอถึงวันที่ 25 มีนาคม เจ๊ฮุ้นเข้าห้องผ่าตัดตอนบ่ายโมง และกลับมาที่ห้องเวลาประมาณบ่ายสามครึ่ง หมอแจ้งว่าการผ่าตัดเรียบร้อยดี พอฟื้นจากยาสลบ เจ๊ฮุ้นบอกว่าอาการปวดลดลงมาก ช่วงหลังผ่าตัดก็มีการฝึกยืน ฝึกเดินด้วยคอกสี่ขา ฝึกนั่งวีลแชร์ และทำกายภาพตามลำดับ จนเจ๊ฮุ้นเริ่มเดินวนรอบห้องได้โดยไม่เจ็บแผลมาก คุณหมอเจิ้งเองก็ดูพอใจมาก

นอกจากนี้ ระหว่างพักรักษาตัวก็ยังมีทีมจากสถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีนมาถ่ายทำและสัมภาษณ์เจ๊ฮุ้นถึงการมารักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลนี้ เพราะอย่างที่เล่าไปแล้วว่า เจ๊ฮุ้นเป็นคนต่างชาติคนแรกที่โรงพยาบาลนี้รับไว้รักษาและผ่าตัด จึงกลายเป็นเคสที่ได้รับความสนใจพอสมควร นับว่าดังอยู่เหมือนกัน เพราะ CCTV นั้นเป็นรายการโด่งดังของประเทศจีน

คุณโจ แพนด้า ฮอลิเดย์ เยี่ยมไข้ลูกทัวร์

ต่อมาเมื่อทางแพนด้า ฮอลิเดย์ ทราบว่ามีนักศึกษาไทยเรียนอยู่ที่เมืองอันซุ่น จึงได้ประสานงานชวน น้องเบลล์ นักศึกษาแพทย์เบื้องต้นที่นั่น มาทำงานพาร์ทไทม์เพื่อช่วยเป็นล่ามสื่อสารให้กับคนไข้ชาวไทย น้องเบลล์เล่าด้วยความภูมิใจว่าเธอหลงรักภาษาจีนมาตั้งแต่แกะรอยฝึกฝนด้วยตัวเองจากการดูซีรีส์สมัยมัธยม จนสามารถพูดจีนได้อย่างคล่องแคล่วและคว้าทุนมาเรียนต่อที่นี่ได้สำเร็จ ในฐานะนักศึกษาไทยเพียงคนเดียวในเมืองอันซุ่น การได้เข้ามาช่วยเหลือและพูดคุยกับคนบ้านเดียวกันในโรงพยาบาล ไม่เพียงแต่จะช่วยทลายกำแพงภาษาให้คนไข้เท่านั้น แต่ยังเติมเต็มหัวใจและสร้างความอบอุ่นใจให้แก่กันและกันในต่างแดนอย่างที่สุด

หลังจากน้องเบลล์กลับไปไม่นาน สิ่งที่ผมไม่คาดคิดเลยก็คือ คุณโจ เจ้าของ Panda Holiday ได้เดินทางมาเยี่ยมเราด้วยตัวเอง เพราะที่ผ่านมา คุณโจทราบเรื่องอุบัติเหตุของเจ๊ฮุ้นมาโดยตลอด และคอยช่วยติดต่อประสานงานกับบริษัทประกันในเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล รวมทั้งการสื่อสารถึงสํานักงานแพนด้าที่คุนหมิงให้ช่วยดูแลเจ๊ฮุ้น เมื่อคุณฉีต้องกลับไปทำหน้าที่หัวหน้าทัวร์ไทยตามโปรแกรมที่เหลือ ทีมคุนหมิงจึงส่งไกด์จีนที่พูดไทยได้มาช่วยดูแลแทน

ทำให้ผมรู้สึกได้ว่า แพนด้าไม่ทิ้งเรื่องไว้ให้ลูกทัวร์ต้องคอยจัดการเอง ต้องขอขอบคุณแพนด้าอีกครั้งครับที่ไม่เคยทอดทิ้งเราเลย

ถึงวันกลับไทย กับความทรงจำที่ไม่มีวันลืม

ลูกทัวร์ได้รับการรักษาและพักฟื้นหลังผ่าตัด

หลังพักฟื้นอยู่หลายวัน อาการบาดเจ็บและแผลผ่าตัดของเจ๊ฮุ้นก็ดีขึ้นตามลำดับ จนคุณหมออนุญาตให้เดินทางกลับเมืองไทยได้ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องฝึกนั่งวีลแชร์ให้ได้นานพอ เพราะการเดินทางจากอันซุ่นไปสนามบินคุนหมิงใช้เวลาหลายชั่วโมง เราจึงไปหาซื้อวีลแชร์แบบที่ปรับพนักเอนนอนราบได้ เพื่อให้ขาข้างที่ผ่าตัดของเจ๊ฮุ้นเหยียดตรง ก่อนกลับผมยังเข็นเจ๊ฮุ้นลงลิฟต์ไปรอบน้ำพุหน้าโรงพยาบาลเพื่อฝึกนั่งตามที่หมอสั่ง และถ่ายรูปส่งให้คุณหมอเจิ้งดูเป็นพยาน ซึ่งคุณหมอก็พอใจมาก

เมื่อถึงวันกลับ คุณโจ แพนด้าทัวร์ ได้จัดหารถตู้แบบเดอลักซ์มาให้ ซึ่งเป็นรถตู้ที่มีพื้นที่กว้าง นั่งเหยียดขาหรือนอนได้อย่างสบาย เหมาะกับคนไข้ที่เพิ่งผ่าตัดสะโพก ทำให้สามารถนั่งหรือนอนได้สบายตลอดเส้นทางไปสนามบิน ทั้งยังมาพร้อมไกด์จีนที่พูดไทยได้มามาคอยประกบดูแลตั้งแต่ต้นทาง ทั้งยังช่วยขนสัมภาระ ประสานงาน เคลื่อนย้ายคนไข้ ไปจนถึงร่วมมือกับทีมพี่เลี้ยงในการแพ็กอุปกรณ์คนไข้ เตรียมวีลแชร์ และการจัดการของใช้ต่าง ๆ เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด

อย่างไรก็ตาม เราต้องออกเดินทางกันตั้งแต่เช้ามืด จึงไม่มีโอกาสได้กล่าวลาคุณหมอเจิ้ง ทำได้เพียงบอกเพื่อนคนไข้ที่พักฟื้นอยู่ด้วยกัน และล่ำลากับพี่เลี้ยงหวังที่หิ้วสัมภาระลงมาส่งเราถึงรถตู้ด้วยความอาวรณ์ เธอดูแลเราสองคนตลอด 24 ชั่วโมงเป็นเวลา 11 วันเต็ม ๆ ไม่ว่าจะกำลังหลับหรือทานข้าวอยู่ หากเจ๊ฮุ้นปวดหรือต้องการขับถ่าย เธอจะรีบลุกมาช่วยทันที สำหรับเราสองคนแล้ว เธอคือผู้มีพระคุณอย่างเหลือล้น

ตลอดทางจากอันซุ่นไปคุนหมิง ผมนั่งมองวิวสองข้างทางด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไป ทริปนี้เริ่มจากความตั้งใจเพียงแค่มาดูซากุระ ทุ่งดอกไม้ และน้ำตกใหญ่ แต่โชคชะตากลับพาเรามาเรียนรู้อีกมุมหนึ่งของชีวิต ได้รู้จักโรงพยาบาล หมอ พยาบาล พี่เลี้ยงชาวจีน และนักศึกษาไทยในต่างแดน เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ผมตระหนักว่า สิ่งสำคัญที่สุดของการเดินทางในวัยสูงอายุ ไม่ใช่แค่สถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม แต่คือ “คนรอบข้าง” ในวันที่เกิดเหตุไม่คาดคิด ทำให้ผมรู้สึกชัดเจนว่า แพนด้าไม่ได้ดูแลแค่ตอนอยู่ในทัวร์ แต่ “ดูแลไปจนถึงวันสุดท้ายของการเดินทาง”

ประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิต ที่สร้างความประทับใจไม่รู้ลืม

เหนืออื่นใดคือ คุณหมอและพยาบาล ซึ่งให้ความดูแลเอาใจใส่คนไข้อย่างใกล้ชิดโดยเต็มใจ คุณหมอใหญ่เจิ้งมาทำแผลผ่าตัดให้เจ๊ฮุ้นทุกเช้าด้วยตนเองจนแผลหายสนิท ขอขอบคุณพยาบาลที่มาวัดความดัน มาเปลี่ยนขวดน้ำเกลือ คุณหมอนวดไฟฟ้า และกายภาพบำบัด ขอจดจำบุญคุณคุณหมอและพยาบาลทุกคนมิลืมเลือนครับ

ขอขอบคุณแพนด้า ฮอลิเดย์ และคุณโจ บอสใหญ่ ที่ไม่เคยทอดทิ้งลูกทัวร์ ให้ความดูแลช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดตลอดเวลาทุกวันที่อยู่โรงพยาบาล

ขอขอบคุณบริษัทประกันภัยไทยวิวัฒน์ ที่ช่วยรับภาระค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดที่เมืองจีนตั้งแต่วันแรกจนวันสุดท้าย

ขอขอบคุณการบินไทยสายคุนหมิง–สุวรรณภูมิ ที่ให้ความช่วยเหลือ ส.ว. ผู้เจ็บไข้ได้ป่วย ในการประคับประคองเคลื่อนย้ายคนไข้ขึ้น–ลงเครื่องบิน

จัดเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่สร้างความประทับใจและซาบซึ้งใจไม่รู้ลืมเลือน และตอนนี้เจ๊ฮุ้นเดินปร๋อแล้ว กำลังอ่านโปรแกรมทัวร์อยู่ครับ ฮา

“แพนด้า ฮอลิเดย์ขอขอบพระคุณคุณอุดร จารรุรัตน์ ที่ร่วมแชร์ประสบการณ์ท่องเที่ยวทริปคุนหมิง-กุ้ยโจว”

อ่านเรื่องราวฉบับเต็มของคุณอุดร จารุรัตน์ ได้ที่ เมื่อ สว.ไปหกล้มกระดูกหักที่เมืองจีน...

สอบถามโปรแกรมท่องเที่ยวจีน รับจัดกรุ๊ปส่วนตัว และกรุ๊ปวีไอพี