เที่ยวเฉินตู เดือนไหนดี?
การเลือกเวลาเดินทางสำหรับการไปเที่ยวเฉินตูและเที่ยวจิ่วจ้ายโกว สำคัญกว่าที่คิด! เพราะแต่ละฤดูกาลมีเสน่ห์และประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น
- ฤดูใบไม้ร่วง (ก.ย. – พ.ย.) อากาศเย็นสบาย เป็นช่วงที่ดีที่สุดในการไปดูใบไม้เปลี่ยนสี เที่ยวจิ่วจ้ายโกว และภูเขาสี่ดรุณี ที่ถือเป็นไฮไลต์ของปี สีสันของใบไม้ที่ตัดกับน้ำใสสีมรกตคือภาพที่สวยที่สุดครับ
- ฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค. – พ.ค.)ดอกไม้บานสะพรั่งทั่วเมือง อากาศก็เริ่มอบอุ่นขึ้น เหมาะกับการไปชมธรรมชาติและเที่ยวที่จิ่วจ้ายโกว ช่วงนี้จะได้ความสดชื่นของต้นไม้ใบหญ้าที่เริ่มผลิใบใหม่
- ฤดูหนาว(ธ.ค. – ก.พ.)สำหรับสายหิมะที่อยากสัมผัสอากาศหนาวสุดขั้วและวิวสีขาวโพลนที่ภูเขาหิมะ ช่วงนี้ค่าตั๋วและค่าเข้าชมจะถูกที่สุด แถมยังได้ฟินกับการกินหม้อไฟเสฉวนท่ามกลางอากาศติดลบก็ฟินไปอีกแบบ
- ฤดูร้อน (มิ.ย. – ส.ค.) ร้อนและฝนตก แม้ในตัวเมืองเฉินตูจะค่อนข้างร้อนและมีฝนบ้าง แต่บนยอดภูเขาสูงอากาศยังคงเย็นสบาย เหมาะกับการเดินป่าหรือเที่ยวตามธรรมชาติบนภูเขาสูงเพื่อหนีร้อนครับ
สนามบินเฉินตูและการเดินทางเข้าสู่ตัวเมือง
สนามบินหลักของเฉินตูคือ สนามบินนานาชาติเฉิงตูเทียนฟู่ (TFU) ซึ่งเป็นสนามบินใหม่ที่ทันสมัยและใหญ่โตมาก
ส่วนการเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองที่แพนด้าแนะนำที่สุดคือ นั่งรถไฟใต้ดิน (Metro) สาย 18 (สีเขียวเข้ม)เพื่อมุ่งหน้าสู่สถานี South Railway Station โดยใช้เวลาเพียง 40-50 นาทีเท่านั้น เรียกได้ว่าทั้งสะดวกและประหยัด หรือหากใครมีสัมภาระเยอะ การเรียกใช้บริการ Taxi หรือ รถบัสสนามบิน ก็มีให้บริการอย่างทั่วถึงตลอดวันครับ
ปักหมุด 18 ที่เที่ยวจีน เส้นทางเฉินตู–จิ่วจ้ายโกว
ใจกลางมหานครเฉินตู
โซนนี้เราจะเน้นความสะดวกในการเดินทางด้วยรถไฟใต้ดิน

1. ตึก Chengdu IFS
มาเริ่มกันที่จุดเช็กอินระดับตำนานของเมืองเฉินตู! คือมาทักทายพร้อมถ่ายรูปก้นน้องแพนด้ายักษ์ที่กำลังปีนตึก แต่ถ้าอยากถ่ายหน้าชัด ๆ ต้องกดลิฟต์ขึ้นไปที่ชั้น 7 จะมีสวนประติมากรรมให้ถ่ายรูปแบบใกล้ชิด โดยสามารถนั่ง Metro สาย 2 หรือ 3 แล้วลงสถานี Chunxi Road ได้เลย
แพนด้าแนะนำว่า ถ้าอยากได้รูปสวย ๆ ให้มาถ่ายรูปช่วงเช้าหรือเย็น แสงจะสวยมาก และอย่าลืมเดินช้อปปิ้งแบรนด์เนมระดับโลกที่อยู่ด้านล่างต่อด้วยนะ
พิกัด: ตึก Chengdu IFS

2. ไท่กู่หลี่ (Taikoo Li)
ศูนย์การค้าแบบ Open-air ที่สถาปัตยกรรมสวยมาก เน้นการรักษาโครงสร้างอาคารแบบโบราณมาผสานกับกระจกเงาสมัยใหม่ เป็นย่านที่สายแฟแต่งตัวเก่ง ๆ มารวมตัวกัน เดินเชื่อมต่อจาก IFS มาได้เลย หรือลง Metro สถานี Chunxi Road
พิกัด: ไท่กู่หลี่ (Taikoo Li)

3. วัดต้าฉือ (Daci Temple)
ถ้าอยากสัมผัสความสงบแต่ไม่ขาดสีสันของชีวิตในเมืองต้องมาที่วัดต้าฉือ วัดเก่าแก่กว่า 1,600 ปี ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเฉิงตู ท่ามกลางห้างหรูและร้านค้าที่ทันสมัย Taikoo Li แต่ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ทำให้ได้ฉายาว่า ป่าหมายเลข 1 ของจีน ยิ่งเดินเล่นรอบวัด จะพบตลาดเล็ก ๆ ร้านน้ำชา และคาเฟ่ที่เหมาะสำหรับการพักผ่อน
ที่นี่มีไฮไลต์เด็ด ลูบตัวอักษรจีนสีทองหน้าวัด เช่น 福 (Fú) ขอพรโชคลาภ, 寿 (Shòu) ขอให้สุขภาพดี ทุกอักษรมีความหมายเฉพาะตัวที่ทำให้ผู้คนแวะมาขอพรกันไม่ขาดสาย
พิกัด: วัดต้าฉือ (Daci Temple)

4. ถนนคนเดินชุนซี (Chunxi Road)
ย่านละลายทรัพย์ที่คึกคักทั้งกลางวันและกลางคืนในเฉิงตู เพราะถนนคนเดินชุนซีลู่เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้า แบรนด์เนม และของกินเล่นมากมาย
ไม่มีรถยนต์มากวนใจเดินช้อปได้สบาย ๆ และปลอดภัยสุด ๆ แถมยังมีร้านกาแฟเก๋ ๆ ให้แวะพักหรือร้านอาหารเสฉวนรสเด็ดที่กลิ่นหอมลอยมาเตะจมูกตลอดทาง ยิ่งในช่วงเย็น ถนนสายนี้จะเต็มไปด้วยแสงไฟ ป้ายโฆษณาสีสันสดใส และเสียงดนตรีทำให้บรรยากาศคึกคักและมีชีวิตชีวา
พิกัด: ถนนคนเดินชุนซี (Chunxi Road)

5. สะพานอันชุน (Anshun Bridge)
สะพานอันชุนเป็นสะพานเก่าแก่ที่ข้ามแม่น้ำจินเจียง โดดเด่นด้วยหลังคาทรงจีนโค้งและลวดลายแกะสลัก ประดับไฟสีทองเหลืองอร่ามในยามค่ำคืน ภายในสะพานมีร้านอาหารและร้านน้ำชา เป็นที่เที่ยวเฉินตูที่ได้ดูวิวเมืองในมุมที่พรีเมียมสุด ๆ
ตอนกลางวัน สะพานเป็นจุดชมวิวที่ชิล ๆ ตรงแม่น้ำ แต่พอตกกลางคืนแสงไฟสีทองเหลืองอร่าม จากสะพานสะท้อนน้ำสุดโรแมนติก
รอบสะพานยังมีร้านอาหาร ร้านน้ำชา และคาเฟ่สไตล์โมเดิร์นให้แวะพักผ่อนและชมวิวแม่น้ำ แถมยังมีร้านอาหารจีนสุดหรูบนสะพาน เหมาะสำหรับการดินเนอร์ใต้แสงไฟ ในบรรยากาศสุดคลาสสิกของเฉิงตู สามารถนั่ง Taxi/Didi หรือเดินจากย่านจินหลี่มาก็ได้เพราะไม่ไกลมากนัก
พิกัด: สะพานอันชุน (Anshun Bridge)

6. ถนนโบราณจินหลี่ (Jinli Ancient Street)
ย้อนยุคสู่โบราณด้วยบรรยากาศโรงเตี๊ยมจีนต้องมาที่ถนนโบราณจินหลี่ ถนนสายนี้เต็มไปด้วย โคมไฟแดงประดับตลอดทั้งสาย สร้างบรรยากาศขลังและโรแมนติกในยามค่ำคืน อยู่ติดกับ ศาลเจ้าวู่โหวแถมยังเต็มไปด้วย สินค้าพื้นเมือง งานฝีมือ ขนมจีนเสฉวน และ ของฝากที่ซื้อกลับบ้านได้
นั่ง Metro สาย 3 หรือ 5 ลงสถานี Gao Sheng Qiao แล้วต่อรถอีกนิดหน่อย
แพนด้าแนะนำว่า ยิ่งช่วงเย็นถึงค่ำจะสวยที่สุดเมื่อไฟโคมแดงเปิดสว่าง!
พิกัด: ถนนโบราณจินหลี่ (Jinli Ancient Street)

7. ศาลเจ้าวู่โหว (Wuhou Shrine)
สถานที่สำคัญสำหรับแฟนสามก๊ก เพราะที่นี่คือศาลเจ้าขงเบ้งและเล่าปี่ มีกำแพงสีแดงและป่าไผ่ที่เป็นมุมถ่ายรูปยอดฮิต มีรูปปั้นและสุสานของบุคคลสำคัญในยุคสามก๊ก
รวมถึงมีการยังจัดแสดงวัตถุโบราณและจารึก ที่บอกเล่าเรื่องราวความกล้าหาญและการเสียสละของผู้นำในรัฐจ๊กก๊ก ซึ่งถือเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์จีนที่สำคัญ โดยเฉพาะสำหรับผู้สนใจในเรื่องราวของ
พิกัด: ศาลเจ้าวู่โหว (Wuhou Shrine)

8. ซอยควานจ๋าย (Kuanzhai Alley)
ซอยควานจ๋าย หรือ ซอยกว้าง-ตรอกแคบ ย่านบ้านเรือนสมัยราชวงศ์ชิงที่ถูกรีโนเวทเป็นคาเฟ่เก๋ ๆ และร้านขายของที่ระลึกที่มีดีไซน์ด้วย 3 ซอย ได้แก่ ซอยจ๋าย ซอยควาน และซอยจิ้ง มีมุมถ่ายรูปที่สวย ๆ จากผนังอิฐสีเทาและหน้าต่างไม้เก่า ที่ยังคงเอกลักษณ์ของเฉิงตูไว้ได้อย่างงดงาม
โดยเฉพาะในช่วงเย็นที่แสงไฟโคมแดงส่องสว่าง สร้างบรรยากาศโรแมนติก เหมาะสำหรับการเดินเล่นหรือแวะจิบชา ชมชีวิตชิล ๆ ของคนเฉิงตู การเดินทางก็ง่าย ๆ เหมือนเดิม นั่ง Metro สาย 4 ลงสถานี Kuanzhai Alley ได้เลย
พิกัด: ซอยควานจ๋าย (Kuanzhai Alley)
ชานเมืองและพิกัดใกล้เคียง

9. ศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้าเฉิงตู (Chengdu Research Base of Giant Panda Breeding)
ห่างจากตัวเมืองไปเพียง 10 กม. เราจะได้เจอเหล่าน้องแพนด้าตัวเป็น ๆ รวมถึงแพนด้าแดงจอมซนในพื้นที่ธรรมชาติที่กว้างขวาง เพราะที่นี่เป็น ศูนย์วิจัยและเพาะพันธุ์แพนด้าชื่อดังระดับโลก ก่อตั้งขึ้นในปี 1987 เพื่ออนุรักษ์และดูแลแพนด้าที่ใกล้สูญพันธุ์ รวมถึงสัตว์ป่าอื่น ๆ ที่หายาก
ที่นี่มี แพนด้ามากกว่า 80 ตัว ให้คุณได้ชมความน่ารักทั้งตอนกินไผ่ นอนกลิ้ง หรือปีนต้นไม้ บรรยากาศโดยรอบร่มรื่น เหมาะกับการเที่ยวทั้งครอบครัว หรือมากันเป็นคู่ก็น่ารัก
แพนด้าแนะนำให้มาช่วงเช้า ประมาณ 08:00–10:00 น. เพราะเป็นเวลาที่แพนด้าจะตื่นและออกมากินอาหารพอดี โดยเฉพาะ ‘ฮวาฮวา’ แพนด้าเซเลบตัวกลมขาสั้นที่เป็นไวรัลทั่วโลกก็อยู่ที่นี่! Metro สาย 3 ลงสถานี Junqu General Hospital แล้วต่อ Shuttle Bus ได้เลย
พิกัด: ศูนย์อนุรักษ์หมีแพนด้าเฉิงตู (Chengdu Research Base of Giant Panda Breeding)

10. ระบบชลประทานตูเจียงเยียน (Dujiangyan Irrigation System)
ระบบบริหารจัดการน้ำโบราณที่เป็นมรดกโลก สะท้อนถึงภูมิปัญญาที่น่าทึ่งของชาวจีนเมื่อกว่า 2,000 ปีก่อนที่ยังคงใช้งานได้จนถึงปัจจุบัน ต้องยกให้ เขื่อนตูเจียงเยียน ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ หมินเจียง สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ฉิน และยังคงทำหน้าที่ควบคุมการไหลของน้ำ ป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่เสฉวนมาจนถึงทุกวันนี้
ระหว่างเดินชมรอบ ๆ จะได้เห็นเขื่อน คลอง และประตูระบายน้ำโบราณที่ยังคงแข็งแรง พร้อมวิวภูเขาและแม่น้ำที่ล้อมรอบอย่างสวยงาม แอบกระซิบว่า ถ้าเดินขึ้นไปที่จุดชมวิวบนเนินเขา จะเห็นภาพมุมกว้างของระบบทั้งหมดด้วยนะ
พิกัด: ระบบชลประทานตูเจียงเยียน (Dujiangyan Irrigation System)

11. สะพานหนานเฉียว (Nanqiao)
สะพานไม้ใกล้เขื่อนตูเจียงเยียนอย่าง สะพานหนานเฉียวจุดชมวิวที่ดีที่สุดในการชม “น้ำตาสีฟ้า” หรือ Blue Tear ที่สะท้อนแสงไฟจากแม่น้ำ Minjiang ซึ่งจะทำให้ผิวน้ำกลายเป็นสีฟ้าสดใสในตอนกลางคืน แถมยังเป็นจุดเช็กอินยอดฮิตใน TikTok จีน เพราะไฟประดับใต้สะพานทำให้เกิดภาพเหมือนทางช้างเผือกสุดโรแมนติก เป็นอีกที่ที่ไม่ควรพลาด!
พิกัด: สะพานหนานเฉียว (Nanqiao)

12. ร้านหนังสือจงชูเก๋อ (Zhongshuge)
ร้านหนังสือที่ตั้งอยู่ในห้าง Sunac เมืองตูเจียงเยียน เป็นร้านหนังสือที่ติดอันดับสวยที่สุดในโลก ด้วยการใช้กระจกสะท้อนให้ดูเหมือนชั้นหนังสือไม่มีที่สิ้นสุด
เส้นทางธรรมชาติระดับโลก

13. พระใหญ่เล่อซาน (Leshan Giant Buddha)
ขยับมาทางทิศใต้เพื่อชมพระพุทธรูปหินแกะสลักที่ใหญ่ที่สุดในโลก ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกโดย UNESCO เมื่อปี 1996 สร้างขึ้นในสมัย ราชวงศ์ถัง โดยใช้เวลา 90 ปี ในการแกะสลักจากหน้าผาหินริมแม่น้ำหมินเจียง
ไฮไลต์ที่มาแล้วจะพลาดไม่ได้คือ ล่องเรือชมจากกลางแม่น้ำ จะทำให้เห็นความยิ่งใหญ่อลังการของพระพุทธรูปได้ชัดเจนที่สุดจากมุมไกล ซึ่งจะให้ภาพที่สวยที่สุด สามารถเดินทางมาได้ด้วยรถไฟความเร็วสูง จาก Chengdu East ลงสถานี Leshan
พิกัด: พระใหญ่เล่อซาน (Leshan Giant Buddha)

14. อุทยานแห่งชาติปี้เผิงโกว (Bipenggou)
ปี้ผิงโกวอยู่ห่างจากเฉิงตูประมาณ 200 กิโลเมตร เป็นที่เที่ยวเฉิงตู ที่ไม่ควรพลาดสำหรับคนที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวธรรมชาติและการถ่ายรูป ตั้งอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 3,000 เมตร และมีทะเลสาบกว้างที่ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาหิมะ สวยงามตระการตา
แถมยังมีเส้นทางเดินชมธรรมชาติและกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย สำหรับคนทุกวัย ผู้สูงอายุ ก็สามารถเยี่ยมชมได้ง่าย ๆ เพราะที่นี่มีบริการรถพาเที่ยวชม และแวะส่งตามจุดต่าง ๆ ในอุทยานด้วย
พิกัด: อุทยานแห่งชาติปี้เผิงโกว (Bipenggou)

15. ภูเขาสี่ดรุณี (Siguniang Shan)
ภูเขาสี่ดรุณี หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ภูเขาแอลป์แห่งแผ่นดินจีน” เพราะยอดเขาที่สูงและมีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี ถือเป็นจุดหมายที่สายธรรมชาติห้ามพลาด! ห่างจากเฉิงตูประมาณ 220 กิโลเมตร มีไฮไลต์หลักคือ หุบเขาซวงเฉียวโกว (Shuangqiaogou) สามารถนั่งรถบัสชมวิวยอดเขาหิมะที่ตัดกับป่าสนสวยได้แบบไม่เหนื่อย
ส่วนการเดินทางก็มีทั้งรถไฟความเร็วสูงไปที่เหวินชวน แล้วต่อรถบัสไปอุทยาน หรือจะนั่งรถบัสยาวจากเฉิงตูมาอุทยานเลยก็ได้
พิกัด: ภูเขาสี่ดรุณี (Siguniang Shan)

16. อุทยานต๋ากู่ปิงชวน (Dagu Glacier)
พิชิตธารน้ำแข็งพันปีที่อยู่สูงที่สุดในโลกที่ระดับความสูง 4,860 เมตร ด้วยการนั่งกระเช้าชมวิวทะลุเมฆแบบ 360 องศา ที่สวยงามราวกับภาพวาด ขึ้นไปถึงแล้วอย่าลืมแวะไปจิบกาแฟที่คาเฟ่ที่สูงที่สุดในโลก ภายใต้บรรยากาศเย็นสุดขั้วในขณะที่ชมวิวธรรมชาติอันตระการตา ส่วนการเดินทางต้องขึ้นรถบัสหรือเหมารถ ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5-6 ชั่วโมง จากเฉิงตู

17. อุทยานแห่งชาติหวงหลง (Huanglong)
หุบเขามังกรเหลือง หรือ อุทยานแห่งชาติหวงหลง เป็นอีกหนึ่งที่เที่ยวเฉิงตูที่มักจะถูกจัดทริปคู่กับ จิ่วจ้ายโกว จุดเด่นของที่นี่คือ สระหินปูนลดหลั่นกันเป็นชั้น ๆ น้ำสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ที่ตัดกับภูเขาหิมะ ดูสวยงามจนไม่อยากละสายตา
สามารถนั่งกระเช้าขึ้นไปชมวิวที่ยอดเขาได้อย่างสะดวกสบาย โดยไม่ต้องเดินขึ้นเขาเอง หากต้องการสัมผัสทิวทัศน์จากมุมสูง การเดินทางก็สามารถนั่งรถบัสจากจิ่วจ้ายโกวไปได้ แพนด้าแนะนำให้ไปช่วงกันยายน-ตุลาคม ช่วงใบไม้เปลี่ยนสีจะสวยมาก ๆ
พิกัด: อุทยานแห่งชาติหวงหลง (Huanglong)

18. อุทยานแห่งชาติจิ่วจ้ายโกว (Jiuzhaigou)
ปลายทางที่ไกลที่สุดแต่คุ้มค่าที่สุด จิ่วจ้ายโกวถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับ 5A ของจีน และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกทางธรรมชาติโดย UNESCO ที่นี่เราจะได้พบกับ ทะเลสาบสีฟ้าใสราวกระจก ที่เปลี่ยนสีตามฤดูกาล โดยเฉพาะในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี เดือนตุลาคม ที่จะทำให้คุณหยุดหายใจไปกับความงามของธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีเทือกเขา น้ำตกขนาดใหญ่ ลำธารที่ไหลคดเคี้ยว และทะเลสาบหลายแห่งที่น่าประทับใจเต็มไปหมด
สามารถเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูง ไปยังสถานี Huanglong-Jiuzhai แล้วต่อรถไปเที่ยวจิ่วจ้ายโกวต่อได้เลย
พิกัด: อุทยานแห่งชาติจิ่วจ้ายโกว (Jiuzhaigou)
เที่ยวเฉินตู จิ่วจ้ายโกว ประสบการณ์ชีวิตที่ต้องไปเยือนสักครั้ง
ไม่ว่าคุณจะเป็นสายช้อป สายกิน หรือสายลุยที่รักธรรมชาติ ปี 2026 นี้คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะออกไปสัมผัสความงามที่ธรรมชาติบรรจงสร้างสรรค์ด้วยตาตัวเอง ทั้งความตื่นตาตื่นใจของมหานครเฉินตูที่ทันสมัย และความสงบเงียบอันศักดิ์สิทธิ์ของอุทยานธรรมชาติระดับมรดกโลกอย่างจิ่วจ้ายโกว ที่คุณต้องไปสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้งในชีวิตครับ
พร้อมออกเดินทางไปสัมผัสเส้นทางระดับโลกแล้วหรือยัง? ไม่ต้องเสียเวลาวางแผนยุ่งยาก ไม่ต้องกังวลเรื่องการจองตั๋ว หรือกลัวพลาดพิกัดเด็ด ๆ ให้ Panda Holiday ช่วยดูแลทริปของคุณตั้งแต่ต้นจนจบ เราเชี่ยวชาญเฉพาะทาง พร้อมนำเสนอแพ็กเกจท่องเที่ยวคุณภาพสูง บริการครบจบในที่เดียวตั้งแต่การจองตั๋วเครื่องบิน โรงแรม ไปจนถึงวีซ่า ตอบโจทย์ทั้งความสะดวก ความน่าเชื่อถือ และประสบการณ์ที่คุ้มค่า
คุ้มค่า รู้จริง เราดีที่สุดสำหรับคุณ
สอบถามโปรแกรมท่องเที่ยวจีน รับจัดกรุ๊ปส่วนตัว และกรุ๊ปวีไอพี
- Hotline: 086-317-1624
- Office: 02-157-0999
- Facebook: Panda Holiday – แพนด้า ฮอลิเดย์
- Line: @pandaholiday
- Email: salespandaholiday@gmail.com
- ชมโปรแกรมทัวร์จีนเพิ่มเติมได้ที่ Panda.co.th
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเที่ยวเฉินตู
Q: เที่ยวจิ่วจ้ายโกวต้องเตรียมตัวอย่างไรเรื่องแพ้ความสูง (AMS)?
A: พื้นที่อุทยานจิ่วจ้ายโกวมีความสูงเหนือระดับน้ำทะเลพอสมควร ต้องพักผ่อนให้เพียงพอก่อนเดินทาง 1-2 วัน และแนะนำให้เตรียมยาบรรเทาอาการแพ้ความสูงติดตัวไว้ (ปรึกษาเภสัชกรก่อน) และเมื่อถึงหน้างานให้เดินช้า ๆ ไม่ต้องรีบเร่ง หากมีอาการเวียนหัวให้ใช้ออกซิเจนกระป๋องช่วย
Q: เดินทางจากเฉินตูไปจิ่วจ้ายโกวอย่างไรให้สะดวกที่สุด?
A: ปัจจุบันมีตัวเลือกหลัก 3 ทาง ได้แก่
- รถไฟความเร็วสูง (แนะนำที่สุด): จากสถานี Chengdu East ไปลงที่สถานี Jiuzhaigou แล้วต่อรถบัสเข้าอุทยาน ประหยัดเวลาและเห็นวิวสวย
- เครื่องบิน: บินจากสนามบินเฉินตู (TFU) ไปสนามบินจิ่วหวง (JZH) ใช้เวลาบินเพียง 1 ชั่วโมง แต่อาจมีเรื่องความเสี่ยงเรื่องสภาพอากาศ
- รถบัส/รถตู้ส่วนตัว: เหมาะสำหรับคนที่อยากแวะเที่ยวรายทาง เช่น ปี้เผิงโกว หรือ สี่ดรุณี) การจองทัวร์หรือเหมารถตู้จะสะดวกที่สุด
Q: ควรวางแผนเที่ยวเฉินตู-จิ่วจ้ายโกว กี่วันถึงจะเก็บครบ?
A: แนะนำให้ใช้เวลาอย่างน้อย 6-8 วัน เพื่อให้คุณได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศในเฉินตู 2-3 วัน และใช้เวลาอีก 3-5 วันสำหรับเส้นทางธรรมชาติที่จิ่วจ้ายโกวและอุทยานโดยรอบ โดยไม่เหนื่อยกับการเดินทางจนเกินไป
Q: ถ้าไม่มีทัวร์ จะไปเที่ยวจิ่วจ้ายโกวเองได้ไหม?
A: ได้แน่นอน แต่สำหรับการเดินทางไปจิ่วจ้ายโกวและอุทยานธรรมชาติที่อยู่ไกล การมี Panda Holiday ช่วยดูแลทั้งรถรับ-ส่ง การจองตั๋วอุทยานที่จำกัดจำนวนต่อวัน และการแนะนำที่พัก จะช่วยลดความวุ่นวายและประหยัดเวลาในการแก้ปัญหาหน้างานได้มาก ทำให้คุณเที่ยวได้อย่างสบายใจและสนุกกับทริปได้เต็มที่
