
1. เปตรา ประเทศจอร์แดน
เมืองโบราณที่สร้างมาจากการแกะสลักหินผาจนมีลักษณะสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางหุบเขาที่ตั้งอยู่ระหว่างทะเลสาบเดดซีและอ่าวอัคบา ในเมืองมาอัยของประเทศจอร์แดน สันนิษฐานว่าสร้างโดยชาวนาบาเทียนในช่วงก่อนคริสตกาล เมืองถูกทิ้งร้างเป็นเวลานาน จนกระทั่งถูกค้นพบอีกครั้งโดยนักสำรวจชาวสวิตเซอร์แลนด์ในปี ค.ศ.1812 รับรองว่าคุณจะต้องตกตะลึงในความความสามารถของมนุษย์ยุคก่อนที่สามารถสร้างสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่แบบนี้ออกมาได้อย่างงดงาม

2. ทัชมาฮัล ประเทศอินเดีย
อนุสรณ์สถานแห่งความรัก ที่มีชื่อเสียงแห่งนี้ ตั้งอยู่ในสวนริมฝั่งแม่น้ำยมุนา ในเมืองอาครา ได้รับยกย่องให้เป็นสุสานหินอ่อนที่มีสถาปัตยกรรมแห่งความรักที่สวยที่สุดในโลก สร้างในสมัยสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโมกุล ผู้ต้องการสร้างอนุสรณ์ให้แก่พระมเหสีผู้เป็นที่รัก ตัวอาคารสร้างด้วยหินอ่อนและศิลาแลง มีลักษณะสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ประดับลวดลายด้วยเครื่องเพชร พลอย หิน มีความวิจิตรงดงามมาก ส่วนผู้ออกแบบทัชมาฮาลคือ ‘อุสตาด ไอซา’ เขาถูกประหารชีวิตในเวลาต่อมา เพื่อไม่ให้ไปออกแบบสถาปัตยกรรมอื่นที่สวยงามกว่าทัชมาฮาลได้อีก

3. พีระมิดชิเชนอิตซา ประเทศเม็กซิโก
พีระมิดโบราณ ตั้งอยู่ภายในเมืองโบราณ เขตเมืองทินัมของประเทศเม็กซิโก จุดโดดเด่นของเมืองแห่งนี้คือมีวิหารโบราณที่มีลักษณะเป็นรูปพีระมิดขั้นบันได มีทางขึ้นเพื่อเชื่อมไปถึงจุดกึ่งกลางบนยอดพีระมิด ซึ่งมีแท่นบูชายัญสำหรับทำพิธีกรรมบูชาเทพเจ้า คาดว่าสร้างราว 600 ปีก่อนคริสตกาล นับว่าเป็นแหล่งโบราณคดีขนาดใหญ่ที่นักประวัติศาสตร์ให้ความสนใจศึกษาประวัติความเป็นมา ทั้งนี้เชื่อว่าชาวเผ่ามายาโบราณใช้พีระมิดแห่งนี้เชื่อมโยงกับหลักความรู้ด้านดาราศาสตร์อีกด้วย

4. กริชตูเรเดงโตร์ ประเทศบราซิล
หากพูดถึง “กริชตูเรเดงโตร์” หลายคนอาจจะไม่ค่อยคุ้นชื่อเท่าไหร่ แต่หากบอกว่า “รูปปั้นพระเยซูคริสต์ขนาดยักษ์” ก็คงร้องอ๋อกันบ้างแหละเนอะ รูปปั้นพระเยซูมีความสูงกว่า 38 เมตร ตั้งอยู่บนยอดเขากอร์โกวาดู นครรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล เปิดอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1931 ใช้เวลาในการสร้างนานถึง 5 ปี นอกจากกริชตูเรเดงโตร์จะกลายเป็นสัญลักษณ์และที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวเมืองแล้ว ยังได้รับยกย่องให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่อีกด้วย ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนเกือบ 2 ล้านคนเลยทีเดียว

5. กำแพงเมืองจีน ประเทศจีน
“ไปไม่ถึงกำแพงเมืองจีน มิองอาจเยี่ยงชายชาตรี” คำกล่าวอันโด่งดังของท่านประธานเหมา เจ๋อตง คงเป็นสิ่งพิสูจน์ความยิ่งใหญ่ของกำแพงเมืองจีนได้ดี กำแพงที่ยาวที่สุดในโลกมีความยาวประมาณ 6,700 กิโลเมตร ทอดตัวไปในทะเลทรายและเนินเขาสูงชันผ่านหลายมณฑล แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของแผ่นดินมังกรในอดีต ลองคิดดูสิการที่สามารถสร้างสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ได้ต้องมีอิทธิพลขนาดไหน? แต่อย่างที่ทราบกันดีว่าเบื้องหลังความอลังการนี้ ต้องแลกมาด้วยชีวิตของผู้คนมากมาย ว่ากันว่าทุก ๆ หนึ่งเมตรของกำแพงเมืองจีน คือหนึ่งชีวิตแรงงานที่ต้องสูญเสีย อย่างไรก็ตามปัจจุบันกำแพงเมืองจีนได้รับยกย่องให้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอีกด้วย

6. มาชูปิกชู ประเทศเปรู
มาชูปิกชู ถูกขนามนามว่าเป็น “เมืองโบราณที่หายสาบสูญของอาณาจักรอินคา” ตั้งอยู่ในเขตคุสโค บนยอดเขาสูงกว่า 2,430 เมตร ได้รับยกย่องให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ คาดว่าสร้างเมื่อราวศตวรรษที่ 14 แต่หลังอารยธรรมของจักรวรรดิอินคาล่มสลาย เมืองโบราณบนยอดเมฆแห่งนี้ก็ถูกทิ้งร้างเป็นเวลาหลายร้อยปี
จนกระทั่งศาสตราจารย์ไฮแรม บิงแฮม นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันค้นพบในปี ค.ศ. 1911 หากใครจะเดินทางมาที่นี่นอกจากกำลังทรัพย์แล้วก็ต้องมีกำลังใจที่ดีด้วย เพราะเดินทางลำบาก แถมข้างบนยังมีออกซิเจนน้อยด้วย คงต้องฟิตร่างกายให้แข็งแรงสักหน่อย ถึงจะมาลุยได้!

7. โคลอสเซียม ประเทศอิตาลี
ปิดท้ายกันด้วยสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่มีชื่อเสียงของกรุงโรม ประเทศอิตาลี รู้จักกันในชื่อ “โคลอสเซียม” ในอดีตเคยถูกใช้เป็นสนามกีฬากลางแจ้งที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมสไตล์โรมัน มีลักษณะเป็นอัฒจันทร์รูปวงกลมสร้างด้วยอิฐและหินทรายใช้เวลาสร้างประมาณ 10 ปี มีความสูง 57 เมตร สามารถจุผู้ชมได้มากกว่า 50,000 คน นอกจากนี้ยังมีการออกแบบทางระบายน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำท่วมขังขณะเกิดฝนตกอีกด้วย
ต้องยอมรับเลยว่าทึ่งในความสามารถของมนุษย์มาก ๆ เลยล่ะ สิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่และโดดเด่นเหล่านี้นอกจากบ่งบอกถึงวิทยาการอันก้าวหน้าของมนุษยชาติแล้ว ยังแฝงเรื่องราวของประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจอีกด้วย
ไปเที่ยวครั้งนี้ ได้มากกว่าเช็กอิน
ทั้ง 7 แห่งไม่ได้มีดีแค่ความสวย แต่คือร่องรอยของความคิด ความเชื่อ และความสามารถของมนุษยชาติในแต่ละยุค ถ้าได้ไปสักครั้ง รับรองว่ากลับมาพร้อมแรงบันดาลใจแน่นอน